Bid Ask คืออะไร

Bid คืออะไร

Bid คือราคาขายที่ทางโบรกเกอร์ Forex เสนอให้ ซึ่งสมารถใช้กับการเปิด Order แบบ Sell Position เพราะในโลกการเทรดฟอเร็กซ์ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน “Bid” มีความสำคัญอย่างมาก เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ราคา Bid หมายถึงราคาสูงสุดที่นักเทรดฟอเร็กซ์พร้อมจะจ่ายเพื่อBuyคู่สกุลเงิน และเป็นราคา Quote ด้านหนึ่งของ ตลาดฟอเร็กซ์ ด้านอื่นคือราคา “Ask” ซึ่งเราจะกล่าวต่อไป

เมื่อคุณนึกถึงตลาดฟอเร็กซ์ ลองจินตนาการว่าเป็นตลาดใหญ่ ที่นักเทรดจากทั่วโลกมาแลกเปลี่ยนสกุลเงิน แต่ละนักเทรดมีราคาที่เขาพร้อมจะจ่ายเพื่อ Buy สกุลเงิน และราคานั้น คือ Bid เมื่อคุณเห็นราคาฟอเร็กซ์ มันมักแสดงราคาสองอย่าง

ยกตัวอย่างเช่น

  • ถ้าคุณมองเห็นคู่ EUR/USD
  • คุณอาจเห็นราคาอย่าง 11200/11205
  • ในตัวอย่างนี้ 11200 คือ ราคา Bid ซึ่งหมายความว่านักเทรดสามารถ BUY EURUSD ของเขาในราคานี้

ความแตกต่างระหว่างราคา Bid และ Ask เรียกว่า “spread” Spread คือ ส่วนต่างของโบรกเกอร์จากการ ซื้อขาย (ไม่รวมค่าคอมมิชชั่นหรือค่าธรรมเนียม) สำหรับนักเทรด spread ที่แคบก็บ่งบอกว่าเป็นการ ซื้อขาย ที่มีผลตอบแทนดีขึ้น เนื่องจากราคาไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวมากก็ทำให้ได้กำไรเร็ว

ในตลาดที่มีสภาพคล่อง ราคา Bid เปลี่ยนแปลงบ่อย สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของเศรษฐกิจ ปัจจัยเช่น การปล่อยข้อมูลทางเศรษฐกิจ และภาวะตลาดสามารถมีผลต่อความพร้อมของนักเทรดในการซื้อขาย ทำให้ราคา Bid เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

Ask คืออะไร

คำว่า “Ask” มีความสำคัญไม่น้อยกว่า “Bid” ราคา ask แทนราคาต่ำสุดที่นัก ซื้อขาย ฟอเร็กซ์ยินยอมขาย คู่เงินนั้น ๆ  มันตรงข้ามกับราคา bid ในระบบการเสนอราคาคู่ของตลาดฟอเร็กซ์

ทุกผู้ซื้อขายมีราคาที่เขากำหนดเองที่พร้อม Sell Currency และราคานี้เรียกว่า ask ในการดูราคาฟอเร็กซ์ คุณจะสังเกตุได้ว่ามีราคาสองด้าน

ยกตัวอย่างเช่น

  • คู่เงิน EUR/USD คุณอาจเห็นราคาเสนอแบบ 11200/11205 ในตัวอย่างนี้ 11205 คือราคา ask ซึ่งบ่งบอกว่านักซื้อขายพร้อม Sell EURUSD ของเขาในราคานี้

Spread คืออะไร

Spread คืออะไร มีกี่ประเภท

ในวงการ ฟอเร็กซ์ คำว่า “Spread” เป็นคำที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้ง ที่สำคัญ คือ spread แสดงถึง ความแตกต่างระหว่างราคา “Ask” (ราคาต่ำสุดที่นักเทรดยินดีจะSellคู่เงิน) และราคา “Bid” (ราคาสูงสุดที่นักเทรดยินดีจะ Buy คู่เงิน) ความแตกต่างนี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นแหล่งรายได้หลักของโบรกเกอร์ (ไม่รวมค่าคอมมิชชั่นหรือค่าธรรมเนียม)

ลองนึกถึงการเข้าตลาดผลไม้ที่คุณต้องการซื้อ แอปเปิ้ล ผู้ขายยอมSellในราคา $2 ต่อลูก ในขณะที่ผู้ซื้อ คนอื่นพร้อมจะซื้อในราคา $190 ความแตกต่าง 10 เซ็นท์ นี้เปรียบเสมือนกับ spread ในฟอเร็กซ์

โบรกเกอร์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในตลาดฟอเร็กซ์ ในการเสนอราคาสองด้านสำหรับคู่เงินทุกคู่: bid และ ask ส่วน spread จะเป็นการตอบแทนสำหรับการทำธุรกรรม โบรกเกอร์บางคนเสนอการเทรด แบบ “zero commission”

ประเภทของ spread

  • Fixed Spreads: Spread คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไร โบรกเกอร์กำหนด Spread นี้ นักเทรดมักจะเลือกในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
  • Variable หรือ Floating Spreads: spread เปลี่ยนแปลงตามสภาพตลาด ในช่วงที่มีความคล่องตัว สูง ราคาอาจจะแคบลง แต่ในช่วงที่ตลาดซื้อขายน้อย หรือความผันผวนสูง มันอาจจะกว้างขึ้น
  • Commission-based Spreads: โบรกเกอร์บางราย เฉพาะผู้ที่ใช้ระบบ ECN อาจจะให้บริการ spread ใกล้ ๆ กับศูนย์ แต่จะเรียกค่าคอมมิชชั่นสำหรับการเทรด โครงสร้างนี้เหมาะกับนักเทรดที่มีปริมาณการเทรดจำนวนมาก และสามารถต่อรองอัตราค่าคอมมิชชั่นให้ต่ำลงได้

Fixed Spread

Fixed Spread ในบริบทของการเทรดฟอเร็กซ์ และตลาดทางการเงินอื่น ๆ หมายถึงความแตกต่างที่คงที่ระหว่างราคา Buy และ Sell ของสินทรัพย์หรือคู่เงิน โดยไม่คำนึงถึงสภาพตลาด ไม่เหมือนกับ spread แบบ variable หรือ floating ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพคลอ่ง ความผันผวน และปัจจัยตลาดอื่น ๆ fixed spread จะคงที่และไม่เปลี่ยนแปลง

โบรกเกอร์ที่เสนอ fixed spreads รับประกันให้กับ Trader ว่าค่าใช้จ่ายในการเทรดจะคงที่ ซึ่งมีประโยชน์เป็นพิเศษในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง เช่น ในช่วงประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญหรือเหตุการณ์ข่าวที่ไม่คาดคิด ราคา spread แบบ variable อาจจะกว้างขึ้นอย่างมาก ทำให้เพิ่มค่าใช้จ่ายในการเทรดสำหรับผู้ที่ใช้บัญชี spread แบบ floating แต่ Trader ที่ใช้บัญชี fixed spread จะไม่เจอปัญหาค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันและไม่สามารถคาดเดาได้

แม้ว่า fixed spreads จะมีข้อดี แต่ในเวลาปกติตลาด fixed spreads มักจะสูงกว่า variable spreads เนื่องจากโบรกเกอร์ต้องประเมินความเสี่ยงทางตลาดและต้องแน่ใจว่าพวกเขายังคงมีกำไร นอกจากนี้ ในช่วงที่ตลาดมีสภาพปกติ fixed spread อาจจะไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับ spread แบบ floating ที่แคบกว่า

Trader จำนวนมาก โดยเฉพาะมือใหม่ fixed spreads ง่ายกว่าทำให้ง่ายต่อการคำนวณค่าใช้จ่ายและกำไรที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่ต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของ spread เนื่องจากมันให้สภาพแวดล้อมการเทรดที่เสถียร ซึ่งช่วยให้ Trader สามารถมุ่งเน้นเกี่ยวกับกลยุทธ์การเทรดของตนเองมากขึ้น แทนที่จะต้องตรวจสอบการเปลี่ยนแปลง spread ตลอดเวลา

Variable Spread

Variable spread หรือที่เรียกว่า spread แบบ floating คือคำที่ใช้บ่อยใน Forex และตลาดทางการเงินอื่น ๆ ไม่เหมือนกับ fixed spread ที่คงที่ไม่ว่าสภาพตลาดจะเป็นอย่างไร variable spread จะเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยต่าง ๆ ของตลาด

มีปัจจัยหลายๆ อย่างที่ส่งผลต่อความกว้างของ variable spread

  • สภาพคล่องของตลาด: ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อ variable spread คือระดับสภาพคล่องของตลาด ในช่วงที่มีการซื้อขายสูง มีผู้ซื้อและผู้ขายเป็นจำนวนมากทำให้ spread แคบลง แต่ในช่วงนอกเวลาตลาดหรือช่วงที่มีการซื้อขายต่ำ spread อาจจะกว้างขึ้นเนื่องจากความหนาแน่นต่ำ
  • ความผันผวนของตลาด: เหตุการณ์เศรษฐกิจ ความตึงเครียดทางการเมือง หรือข่าวสำคัญ สามารถทำให้ตลาดมีความผันผวนสูง สภาพแบบนี้อาจทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและ spread กว้างขึ้นเนื่องจากโบรกเกอร์พยายามลดความเสี่ยง
  • การเทรดระหว่างวัน: ตลาด Forex เปิด 24 ชั่วโมง แต่ไม่ใช่ทุกชั่วโมงที่มีการซื้อขาย ในช่วงเวลาซื้อขายสำคัญ เช่น ลอนดอน นิวยอร์ก และโตเกียว spread มักจะแคบกว่า แต่นอกเหนือจากช่วงเวลาเหล่านี้ spread อาจจะกว้างขึ้น

สำหรับ Trader variable spreads สามารถนำไปสู่การประหยัดค่าใช้จ่ายในช่วงที่มีความหนาแน่นสูง แต่พวกเขาต้องระมัดระวังต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่คาดคิดที่อาจทำให้ spread กว้างขึ้น นอกจากนี้ กลยุทธ์การเทรดต่าง ๆ อาจได้รับผลกระทบจาก variable spreads ผู้ที่ชอบเทรดแบบ scalping อาจพบว่าการเทรดยากที่จะเทรดในสภาพที่ spread เปลี่ยนแปลงบ่อยเนื่องจากความไม่แน่นอนของ Spread

Commission-based Spread

ในวงการ Forex และการเทรดทางการเงิน คำว่า “spread” เป็นคำที่พบบ่อย คือความแตกต่างระหว่างราคาซื้อ (Ask) และราคาขาย (Bid) ของคู่สกุลเงินหรือสินทรัพย์ โบรกเกอร์บางแห่งมักนำเสนอการเทรดโดยไม่มีค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียม แต่โบรกเกอร์บางรายใช้โมเดลที่แตกต่างกัน เช่น  spread ที่เชื่อมโยงกับค่าคอมมิชชั่น

Commission-based spread ตามที่ชื่อบอก คือจะมีการเรียกค่าธรรมเนียมหรือคอมมิชชั่นสำหรับการเทรด พร้อมกับ spread โมเดลนี้เป็นที่นิยมมากในหมู่โบรกเกอร์แบบ ECN รายละเอียดดังนี้

  • Transparent Spreads: สำหรับ spread แบบ commission-based นักเทรดมักจะได้รับ spread ตรงจากตลาด ซึ่งมักจะแคบกว่า spread ที่โบรกเกอร์เพิ่มเข้าไป และมักจะใกล้เคียงกับตลาด interbank ซึ่งอาจแคบกว่า spread ของโบรกเกอร์แบบอื่นๆ
  • Direct Commission: นอกเหนือจาก spread ตรงนั้น นักเทรดต้องชำระค่าคอมมิชชั่นสำหรับทุกการเทรดที่ทำ ค่าธรรมเนียมนี้เป็นสิ่งที่ชัดเจน และอาจจะขึ้นอยู่กับขนาดการเทรดหรืออาจจะเป็นค่าธรรมเนียมคงที่
  • Cost Predictability: ข้อดีเด่นของโมเดลแบบ commission-based คือความสามารถในการทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเทรด เรื่องนี้น่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับนักเทรดแบบ high-frequency trading
  • Potential Savings: สำหรับนักเทรดที่ทำธุรกรรมขนาดใหญ่ โครงสร้างแบบ commission-based อาจเป็นที่นิยม แม้ว่าจะมีการเรียกค่าคอมมิชชั่น แต่ spread ที่แคบขึ้นสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้
  • Clarity and Fairness: โมเดลแบบ commission-based สามารถถือว่ามีความโปร่งใสและยุติธรรมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากโบรกเกอร์แสดงค่าใช้จ่ายไว้ล่วงหน้า แทนที่จะซ่อนค่าใช้จ่ายใน spread ที่กว้างขึ้น

สรุป

การเลือก spread ที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับแนวโน้มการเทรดและเป้าหมายของแต่ละนักเทรด Spread ที่แคบสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว แต่ก็อาจมีค่าคอมมิชชั่นแฝงมา สำหรับนักเทรดที่ต้องการความโปร่งใสในการเทรด การเลือกโบรกเกอร์ที่มีโครงสร้าง Spread ชัดเจนอาจเป็นทางออก ดังนั้น ควรทำการศึกษาและเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจเลือก spread

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *