การเทรดโดยใช้ Bollinger Bands

บทนำการใช้ Bollinger Bands

ในขณะที่โลกของการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Forex นั้น ทุกๆวันมีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องไม่เคยหยุด เครื่องมือและเทคนิคที่เทรดเดอร์ใช้ก็มีออกมาเรื่อย ๆ ที่มีอยู่ก็พัฒนาขึ้น ทำให้เติบโตขึ้น และเกิดความซับซ้อนได้เช่นกัน และหนึ่งเครื่องมือในดวงใจของเทรดเดอร์ก็คงต้องมี Bollinger Bands เพราะเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) ที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการวัดความผันผวน (volatility) และระดับราคาที่อาจจะถือว่าเป็น “สูง” หรือ “ต่ำ” เมื่อเทียบกับราคาเฉลี่ย

บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ Bollinger Bands สูตรพื้นฐาน และการใช้งานจริงในการซื้อขาย Forex

Bollinger Band คืออะไร

Bollinger Band คืออะไร และใครเป็นคนสร้างมันขึ้นมา?

Bollinger Bands ได้รับการพัฒนาโดย John Bollinger ซึ่งเป็นนักวิเคราะห์ทางเทคนิคในตลาดมายาวนานในช่วงปี 1980 เป็นค่าสถิติประเภทหนึ่งที่แสดงลักษณะของราคาและความผันผวนเมื่อเวลาผ่านไป และมักใช้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคเพื่อระบุภาวะ overbought และ oversold ที่อาจเกิดขึ้นในตลาด

  • John Bollinger คือนักเศรษฐศาสตร์ทางการเงินและนักวิเคราะห์ทางเทคนิคชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียง เขาเป็นคนสร้าง “Bollinger Bands” ซึ่งเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ใช้วัดความผันผวนและระบุระดับที่ราคาอาจถือว่าสูงหรือต่ำเมื่อเทียบกับราคาเฉลี่ยในช่วงเวลาที่ผ่านมา
  • John Bollinger เริ่มใช้แนวคิดสถิติในการวิเคราะห์ตลาดหลักทรัพย์ในช่วงทศวรรษ 1980 และในที่สุดได้พัฒนาทฤษฎี “Bollinger Bands” ในปี 1983 เขายังเป็นผู้ก่อตั้งและประธานของบริษัท Bollinger Capital Management, Inc., บริษัทที่ให้บริการในด้านการวิเคราะห์ทางการเงินและการจัดการทรัพย์สิน
  • นอกจากนี้เขายังเขียนหนังสือมากมายเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคและการลงทุน และเป็นนักเขียนประจำในหลายสื่อการเงินชื่อดัง เช่น Financial Times, Barron’s, The Wall Street Journal, และอื่นๆ นอกจากนี้ยังเป็นวิทยากรในการสัมมนาและเวิร์คช็อปเกี่ยวกับการลงทุนที่หลากหลายทั่วโลก

Bollinger Bands จะประกอบด้วย 3 เส้น

Bollinger Bands จะประกอบด้วย 3 เส้นคือ Middle Band, Upper Band และ Lower Band และทำการคำนวณดังนี้

เส้นที่ 1

Middle Band (เส้นกลาง): คือ Simple Moving Average (SMA) ซึ่งจะคำนวณโดยนำราคาปิดเฉลี่ยในระยะเวลาที่กำหนด (บ่อยที่สุดคือ 20 วัน) มาใช้

  • สูตร: Middle Band = SMA(n) ที่ n คือจำนวนวันที่กำหนด

เส้นที่ 2

Upper Band (เส้นบน): คือเส้นที่บ่งบอกถึงระดับที่ราคาอาจจะถือว่าสูงเกินไป คำนวณโดยการใช้การเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของราคาในช่วงเวลาเดียวกันที่ใช้ในการคำนวณ SMA แล้วคูณ 2 แล้วบวกกับ SMA

  • สูตร: Upper Band = Middle Band + (2 * Standard Deviation)

เส้นที่ 3

Lower Band (เส้นล่าง): คือเส้นที่บ่งบอกถึงระดับที่ราคาอาจจะถือว่าต่ำเกินไป คำนวณโดยการใช้การเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของราคาในช่วงเวลาเดียวกันที่ใช้ในการคำนวณ SMA แล้วคูณ 2 แล้วลบออกจาก SMA

  • สูตร: Lower Band = Middle Band – (2 * Standard Deviation)

*การเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) คือ ค่าสถิติที่บ่งบอกถึงระดับความผันผวนของข้อมูล สำหรับ Bollinger Bands มันจะแสดงถึงระดับความผันผวนของราคา ถ้าความผันผวนสูง เส้น Bollinger Bands จะขยายออกไป ถ้าความผันผวนต่ำ เส้น Bollinger Bands จะหดเข้ามา

การเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

การคำนวณและสูตร Bollinger Bands

Bollinger Bands ประกอบด้วยแถบกลางซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย (SMA) และแถบด้านนอกสองแถบที่คำนวณเป็นค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานจากแถบกลาง สูตรมาตรฐานสำหรับ Bollinger Bands คือ

  • Middle Band = ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย 20 วัน (SMA)
  • Upper Band = 20-day SMA + (2 x 20-day standard deviation of price)
  • วงล่าง = SMA 20 วัน – (2 x ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 20 วันของราคา)

แน่นอน การตั้งค่าเริ่มต้นสามารถปรับให้เหมาะกับกลยุทธ์การซื้อขายหรือขอบเขตการลงทุนของคุณตามที่คุณต้องการได้

ประเภทของ Bollinger Bands indicator

ประเภทของ Bollinger Bands indicator

Bollinger Bands อยู่ภายใต้หมวดหมู่ของ ‘indicator แนวโน้ม’ และ ‘indicator ความผันผวน’ มันจะให้ข้อมูลราคาสูงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาการซื้อขายก่อนหน้าและผันผวนตามความผันผวนของตลาด

Bollinger Bands เป็นindicator (indicator) ที่จัดอยู่ในประเภท ‘trend following’ และ ‘volatility’ ของเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค ทำหน้าที่ช่วยวัดระดับความผันผวนของราคาและเสนอระดับที่ราคาอาจจะถือว่าสูงหรือต่ำเกินไป นักลงทุนและนักเทรดจำนวนมากใช้ Bollinger Bands ในการตัดสินใจในการซื้อหรือขาย

ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค Bollinger Bands มักจะปรากฏอยู่ในส่วน “indicators” หรือ “studies” ของแพลตฟอร์มการเทรดหลักๆ ส่วนมากจะสามารถปรับเปลี่ยนระยะเวลาที่ใช้ในการคำนวณและค่าการเบี่ยงเบนมาตรฐานของแต่ละ Bollinger Band ได้ตามที่นักเทรดต้องการ

การใช้ Bollinger Bands เพื่อซื้อขาย Forex (เมื่อจะซื้อและขาย)

การใช้งานหลักของ Bollinger Bands ในการซื้อขาย forex คือ การระบุสภาวะตลาดที่มี overboughtและoversold ซึ่งอาจบ่งบอกถึงโอกาสในการซื้อหรือขายที่อาจเกิดขึ้น ความสามารถในการตีความความผันผวนและระดับราคาสัมพัทธ์ทำให้ Bollinger Bands เป็นเครื่องมือที่มีมูลค่าสูงสำหรับผู้เทรด forex จำนวนมาก มาดูวิธีการเฉพาะในการใช้ Bollinger Bands สำหรับการเทรดforex และกำหนดจุดเข้าและออกที่เป็นไปได้

การระบุเงื่อนไข Overbought และ Oversold

วิธีทั่วไปอย่างหนึ่งในการใช้ Bollinger Bands ในการซื้อขาย forex คือการซื้อหรือขายเมื่อราคาแตะแถบล่างหรือบนตามลำดับ Bollinger Bands ถูกใช้เป็นindicatorการเกินซื้อ (overbought) หรือการเกินขาย (oversold) ดังต่อไปนี้

Overbought (การเกินซื้อ): เมื่อราคาไปถึงหรือไปเกิน Bollinger Band บน (upper band) นั่นคือสัญญาณว่าราคาอาจจะสูงเกินไปและอาจจะมีการปรับตัวลงในอนาคตใกล้ ๆ อย่างไรก็ตาม ควรจำไว้ว่า การเข้าถึงหรือเกิน upper band ไม่ได้หมายความว่าควรขายทันที แต่เพียงแค่เป็นสัญญาณที่เตือนว่าราคาอาจจะสูงเกินไป

Oversold (การเกินขาย): เมื่อราคาลดลงมาถึงหรือเกิน Bollinger Band ล่าง (lower band) นั่นคือสัญญาณว่าราคาอาจจะต่ำเกินไปและอาจจะมีการปรับตัวขึ้นในอนาคตใกล้ ๆ แต่เช่นเดียวกับการเกินซื้อ การเข้าถึงหรือเกิน lower band ไม่ได้หมายความว่าควรซื้อทันที แต่เพียงแค่เป็นสัญญาณที่เตือนว่าราคาอาจจะต่ำเกินไป

การวิเคราะห์ Bollinger Bands ในทางปฏิบัติจะใช้ร่วมกับindicatorอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำสัญญาณ และลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้น การที่ราคาทะลุขึ้นหรือลงผ่าน Bollinger Bands ไม่ได้หมายความว่านักเทรดควรทำธุรกรรมทันที แต่ควรดูเป็นสัญญาณเตือนเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคที่จะเกิดขึ้น

การใช้ Bollinger Bounce

ปรากฏการณ์ของราคา “เด้ง” จาก Bollinger Band ด้านล่างเรียกว่า “Bollinger Bounce” ผลกระทบนี้เกิดขึ้นเนื่องจากความผันผวนของตลาด

  • แถบล่างทำหน้าที่เป็นระดับแนวรับ ซึ่งเทรดเดอร์ใช้เป็นคิวซื้อ
  • เมื่อราคาแตะที่แถบล่าง เทรดเดอร์มองหาการกลับตัวของราคา ซึ่งเป็นสัญญาณถึงโอกาสที่ดีในการเข้าสู่ตำแหน่งซื้อ (ซื้อ)

ในทำนองเดียวกันแถบด้านบนทำหน้าที่เป็นระดับแนวต้าน

  • หากราคาแตะเส้นบนและแสดงสัญญาณการหดตัว อาจเป็นเวลาที่ดีที่จะเข้าสู่สถานะขาย (ขาย) โดยใช้ประโยชน์จากราคาที่ลดลงที่กำลังจะมาถึง ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Bollinger Squeeze” แสดงให้เห็นจุดกลับตัวที่อาจเกิดขึ้น

Bollinger Bounce และ Bollinger Squeeze

“Bollinger Bounce” และ “Bollinger Squeeze” เป็นสองกลยุทธ์หลักที่ใช้งานร่วมกับ Bollinger Bands ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค

Bollinger Bounce: ภายใต้บริบทของตลาดที่เป็น Sideways หรือตลาดที่ไม่มีแนวโน้มชัดเจน ราคาจะมีแนวโน้ม “เด้ง” ออกจากแถบ Bollinger Bands ด้านบนและด้านล่าง กลยุทธ์นี้มุ่งเน้นที่การรักษาการซื้อขายภายในช่วงของแถบ Bollinger ในการซื้อเมื่อราคาแตะแถบล่างและขายเมื่อราคาแตะแถบบน

Bollinger Squeeze: จุดที่เราต้องการเป็นจุดที่แถบ Bollinger Bands ด้านบนและล่างมาทางกัน เพราะนี่คือ “squeeze” หรือการหดตัว ส่วนมากจะเกิดขึ้นเมื่อมีความผันผวนของราคาลดลง การหดตัวหรือ “squeeze” นั้นมักจะเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคที่จะเกิดขึ้นในอนาคตใกล้ ๆ เป็นต้น

ซื้อขายด้วย Bollinger Band Breakouts

การซื้อขายโดยใช้ Bollinger Band Breakouts คือ กลยุทธ์ที่ผู้ซื้อขายต้องการหาโอกาสจากการที่ราคาทะลุออกจากช่วงของ Bollinger Bands ดังนั้น การซื้อขายจึงมุ่งเน้นที่การแปรผันของราคาที่มากยิ่งขึ้นหรือมากกว่าที่จะคาดคะเนได้

การฝ่าวงล้อมด้านบน (Upper Band Breakout): เมื่อราคาเคลื่อนไปเหนือแถบบนของ Bollinger Bands, นั่นถือเป็นสัญญาณของการฝ่าวงล้อมด้านบน. กลยุทธ์การซื้อขายอาจจะทำการซื้อเข้า (go long) เพื่อทำกำไรจากแนวโน้มขาขึ้นที่อาจจะตามมา

การฝ่าวงล้อมด้านล่าง (Lower Band Breakout): เมื่อราคาเคลื่อนไปใต้แถบล่างของ Bollinger Bands, นั่นถือเป็นสัญญาณของการฝ่าวงล้อมด้านล่าง. กลยุทธ์การซื้อขายอาจจะทำการขายออก (go short) เพื่อทำกำไรจากแนวโน้มขาลงที่อาจจะตามมา

การรวม Bollinger Bands กับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน

แม้ว่า Bollinger Bands สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าเกี่ยวกับสภาวะตลาดได้ แต่ก็มักจะเป็นประโยชน์ที่จะรวมเข้ากับการวิเคราะห์พื้นฐานสำหรับการเทรด forex ปัจจัยพื้นฐาน เช่น indicator ทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน และเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์สามารถทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดforexอย่างมีนัยสำคัญ การรวมข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้เข้ากับสัญญาณทางเทคนิคจาก Bollinger Bands สามารถช่วยระบุโอกาสในการซื้อขายที่เชื่อถือได้มากขึ้น

การใช้ Bollinger Bands ร่วมกับ Indicators ตัวอื่น

วิธีใช้ Bollinger Bands กับ indicator อื่นๆ เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์การซื้อขายเพิ่มขึ้น

Bollinger Bands และ Relative Strength Index (RSI)

RSI วัดความเร็วและการเปลี่ยนแปลงของการเคลื่อนไหวของราคา สามารถช่วยระบุเงื่อนไขการ overbought (โดยทั่วไปจะสูงกว่า 70) และoversold (โดยปกติจะต่ำกว่า 30) การรวม Bollinger Bands และ RSI สามารถให้จุดเริ่มต้นที่เป็นไปได้

  • ตัวอย่างเช่น เมื่อราคาแตะเส้น Bollinger Band ด้านบนและ RSI อยู่เหนือ 70 (overbought) อาจเป็นสัญญาณของโอกาสในการขาย
  • ในทางกลับกัน หากราคาแตะเส้น Bollinger Band ที่ต่ำกว่าและ RSI อยู่ต่ำกว่า 30 (ขายมากเกินไป) อาจแนะนำโอกาสในการซื้อ

Bollinger Bands และ Moving Average Convergence Divergence (MACD)

MACD ช่วยระบุสัญญาณซื้อและขายที่อาจเกิดขึ้น มันเกี่ยวข้องกับจุดตัดของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สองเส้น เส้น MACD และเส้นสัญญาณ

  • เมื่อเส้น MACD ข้ามเหนือเส้นสัญญาณ มันจะสร้างสัญญาณรั้น หรือ Generating Signals ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการเข้าซื้อ
  • ในทางกลับกัน เมื่อเส้น MACD ตัดใต้เส้นสัญญาณ มันจะสร้างสัญญาณขาลง ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจเป็นช่วงเวลาที่ดีในการขาย
  • เมื่อ MACD รวมเข้ากับ Bollinger Bands จะสามารถนำเสนอตลาดได้แม่นยำยิ่งขึ้น จะเห็นความชัดเจนของราคาขึ้น
  • หากราคาแตะเส้น Bollinger Band ด้านบนและ MACD บ่งชี้สัญญาณขาลง อาจเป็นเวลาที่ดีที่จะขาย ในทางกลับกัน
  • หากราคาแตะเส้นล่างและ MACD ให้สัญญาณขาขึ้น ก็อาจเป็นโอกาสในการซื้อ

Bollinger Bands และ Stochastic Oscillator

Stochastic Oscillator เปรียบเทียบราคาปิดเฉพาะของหลักทรัพย์กับช่วงราคาในช่วงเวลาหนึ่ง indicator นี้สร้างค่าระหว่าง 0 ถึง 100

  • ค่าที่สูงกว่า 80 บ่งชี้ว่าสินทรัพย์อาจมีการ overbought (และเนื่องจากราคาลดลง)
  • ค่าที่ต่ำกว่า 20 บ่งชี้ว่าอาจมี oversold (และเนื่องจากราคาเพิ่มขึ้น)
  • เมื่อ Stochastic Oscillator และ Bollinger Bands เรียงตัวกันในพื้นที่ overbought หรือ oversold สามารถสร้างสัญญาณการกลับตัวที่มีประสิทธิภาพ

ตัวอย่างเช่น เมื่อราคาแตะเส้นบนและ Stochastic Oscillator อยู่เหนือ 80 อาจเป็นสัญญาณของโอกาสในการขาย ในทางกลับกัน เมื่อราคาแตะแถบล่างและ Stochastic Oscillator อยู่ต่ำกว่า 20 อาจเป็นสัญญาณของโอกาสในการซื้อ

การใช้ Bollinger Bands ร่วมกับindicatorเหล่านี้สามารถให้มุมมองที่ครอบคลุมมากขึ้นของตลาดและช่วยยืนยันสัญญาณการซื้อขาย และเช่นเคย โปรดจำไว้ว่าไม่มีindicatorใดที่แม่นยำ 100% และการใช้กลยุทธ์การจัดการความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญเมื่อทำการซื้อขาย

ข้อดีและข้อเสียของ Bollinger Bands

ข้อดี

  • การระบุแนวโน้ม: ช่วยในการระบุจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของแนวโน้ม
  • ความเป็นครอบคลุม: Bollinger Bands ช่วยให้ผู้ค้าสามารถเห็นภาพรวมของความผันผวนของราคาในสินค้าทางการเงิน ทำให้สามารถคาดการณ์ความผันผวนในอนาคตได้ดีขึ้น
  • การระบุสภาวะ Overbought/Oversold: Bollinger Bands ช่วยให้สามารถระบุช่วงเวลาที่ราคาของสินค้าทางการเงินอาจถูกซื้อเกินไป (overbought) หรือถูกขายเกินไป (oversold) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของการกลับตัวของราคา
  • การระบุความผันผวน: Bollinger Bands ปรับขนาดของตนเองตามความผันผวนของราคา ความกว้างของแถบสะท้อนถึงความผันผวนของราคา ช่วยให้ผู้ค้าสามารถระบุระดับความผันผวนของราคาได้อย่างแม่นยำ
  • การระบุแนวโน้ม: Bollinger Bands สามารถช่วยระบุแนวโน้มราคาในระยะสั้นและระยะยาว การเคลื่อนที่ของราคาที่ถูกครอบคลุมด้วยแถบบนและแถบล่างสามารถช่วยระบุว่าราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลง
  • ความทรงจำ: Bollinger Bands ใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (moving average) เป็นฐาน ซึ่งมีคุณสมบัติความทรงจำ (memory) ความทรงจำนี้ช่วยให้ Bollinger Bands ระบุการเปลี่ยนแปลงของราคาที่สำคัญต่อระยะเวลาของการคำนวณเฉลี่ยเคลื่อนที่ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เทรดสามารถดูการเปลี่ยนแปลงของความผันผวนตามเวลาได้

จุดเสีย

  • การใช้งานควบคู่กับเครื่องมืออื่น: Bollinger Bands ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือหลัก เพียงตัวเดียว เพราะควรใช้ร่วมกับเครื่องมือการวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่นๆ เพื่อให้ได้ผลการวิเคราะห์ที่มีความเชื่อถือได้มากขึ้น
  • สัญญาณปลอม: ในตลาดที่มีความผันผวนสูง Bollinger Bands อาจสร้างสัญญาณซื้อหรือขายที่ผิดพลาด (หรือสัญญาณปลอม) ทำให้ผู้ค้าตัดสินใจซื้อหรือขายอย่างไม่เหมาะสม
  • ข้อจำกัดในตลาดที่มีแนวโน้ม: ในตลาดที่มีแนวโน้มราคาขาลงหรือขาขึ้นอย่างรวดเร็ว Bollinger Bands อาจไม่มีประสิทธิภาพในการระบุจุดการเข้าและออกจากตลาด
  • ความสับสนในการตั้งค่า: อาจมีความยากลำบากในการตั้งค่า Bollinger Bands อย่างถูกต้องสำหรับการค้าที่แตกต่างกัน การปรับค่าไม่เหมาะสมอาจส่งผลให้ผลการวิเคราะห์ไม่แม่นยำ
  • การแปรผันผลของเครื่องมือ: Bollinger Bands อาจมีการแปรผันของผลลัพธ์ที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับรูปแบบการค้าของผู้ค้า และระยะเวลาที่ใช้ในการวิเคราะห์ ผู้ค้าที่มีแนวโน้มแตกต่างกันอาจได้รับการแปรผันของผลลัพธ์จาก Bollinger Bands อย่างมาก

บทสรุป

Bollinger Band นั้นมีความสามารถในการบ่งบอกถึงเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นในตลาด และยังเป็นเครื่องมือที่สามารถทำงานได้ดีในตลาดที่มีเทรนด์ชัดเจน อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ความท้าทายที่ยากที่สุดสำหรับการใช้ Bollinger Band คือ จุดที่เทรนด์เปลี่ยนแปลง ซึ่งสามารถเป็นการเปลี่ยนจากเทรนด์ขาขึ้นหรือขาลง ไปสู่ตลาด Sideway (ตลาดที่ราคาเคลื่อนไหวในช่วงที่แคบและมีการแกว่งไปมา) และการเปลี่ยนจากตลาด Sideway กลับเป็นเทรนด์ขาขึ้นหรือขาลง

การส่งสัญญาณที่ชัดเจนในขณะที่เทรนด์เปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งที่ยาก ไม่มีใครรู้ได้อย่างแน่นอนว่าเมื่อไหร่เทรนด์จะเปลี่ยนแปลง ในการบีบตัวแคบลง หรือ กว้างขึ้น ของ Bollinger Band จะส่งสัญญาณแจ้งเตือนว่า เทรนด์ใหม่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า แต่ทิศทางของเทรนด์ใหม่นั้นยังคงอยู่ในภาวะที่ไม่แน่นอน เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่แน่นอนนี้ การใช้เทคนิคการกำหนด Stop loss จะมีประโยชน์ในการป้องกันความเสียหายจากการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนเทรนด์ที่ไม่ทันตั้งตัว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *