ในตลาดการลงทุน เทรดเดอร์โดยเฉพาะมือใหม่อาจเคยสงสัยไหมว่า ทำไมต้องตั้งค่า SL หรือ TP ด้วย แล้ว SL กับ TP คืออะไร มีความสำคัญหรือมีข้อดีข้อเสียอย่างไร บทความนี้จะเล่าให้ฟัง

Stop Loss และ Take Profit คืออะไร

  • Stop Loss (SL) คือ การกำหนดจุดขาดทุนที่ยอมรับได้ และต้องการปิดOrder หากราคาในตลาดไม่เป็นไปตามที่นักลงทุนคาดหวัง เมื่อเรากำหนดจุด SL และราคามาถึงจุดที่กำหนด ระบบจะทำการปิดOrderโดยอัตโนมัติ
  • Take Profit (TP) คือ การกำหนดจุดทำกำไรที่นักลงทุนพึงพอใจ หรือได้คาดการณ์เอาไว้เพื่อล็อกกำไร โดยเมื่อราคาถึงจุดที่เราตั้ง TP นั้น ระบบจะทำการปิดOrderโดยอัตโนมัติ
  • Stop Loss และ Take Profit แตกต่างกันคือ Take Profit เป็นการปิดOrderเพื่อรับผลกำไรจำนวนหนึ่ง แต่ Stop Loss เป็นการปิดOrderเพื่อหยุดการขาดทุนที่จะเพิ่มขึ้น
  • Stop Loss และ Cut Loss แตกต่างกันคือ คือ Stop Loss เป็นการขายสินทรัพย์เมื่อเห็นว่ากำไรลดลง อาจไม่จำเป็นต้องขาดทุนเสมอไป แต่ Cut Loss คือ การขายสินทรัพย์หลังจากขาดทุนไปแล้ว เพื่อไม่ให้ขาดทุนหนักกว่าเดิม

ความสำคัญของ Stop Loss และ Take Profit

  • เพื่อรักษาผลตอบแทนที่คาดหวังและลดความเสี่ยงจากการลงทุน การตั้งคำสั่ง Stop Loss และ Take Profit จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ โดยทั้งมือใหม่หรือผู้มีประสบการณ์ควรศึกษาทำความเข้าใจ และวางแผนเพื่อให้ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาด TFEX, Forex เพราะเป็นกลุ่มที่มีอัตราทดสูง โดยอัตราทด (Leverage) คือ การให้ผู้เทรดใช้เงินทุนจำนวนเล็กน้อยเพื่อเปิดสถานะที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หาก TFEX กำหนดให้มีอัตราทด 1:10 หมายความว่า หากคุณมีเงิน 10,000 บาท คุณสามารถเปิดสถานะซื้อขายที่มีมูลค่าถึง 100,000 บาทได้ ส่วนผลกำไรขาดทุนก็จะถูกขยายขึ้นตามสัดส่วนของอัตราทดเช่นกัน ดังนั้น หากเราไม่มีการตั้ง SL, TP ไว้โอกาสในการสูญเสียเงินทุนก็สูงมากเช่นกัน

ตัวอย่างเกณฑ์การตั้ง Stop Loss / Take Profit

1.) กำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ คือการกำหนดเปอร์เซ็นต์ของการขาดทุนที่ยอมรับได้ หรือกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ของกำไรที่ต้องการ เช่น 3%, 5%, 10%, หรือ 20% ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้

2.) ใช้แนวรับหรือแนวต้าน (Support & Resistance)  โดยอาศัยการจับแนวโน้มทิศทางของราคาจากกราฟ เพราะแนวรับและแนวต้านเป็นจุดที่ราคามักจะมีการกลับตัวหรือติดที่แนวนี้

  • เช่นกรณีเทรนขาขึ้น ต้องการเปิดOrder Buy (ซื้อถูกขายแพง) ก็ตั้ง TP ใกล้บริเวณแนวต้าน และตั้งจุด SL ใต้แนวรับเล็กน้อย เพื่อป้องกันการขาดทุนหากราคาลดลงต่ำกว่าที่คาดไว้
  • หรือกรณีเทรนขาลง ต้องการเปิดOrder Sell (ขายแพงเพื่อไปซื้อคืนถูก) ก็ตั้ง TP ใกล้แนวรับ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ราคาถึงเป้าหมายก่อนที่จะเกิดการกลับตัว และตั้งจุด SL เหนือแนวต้านเล็กน้อย เพื่อป้องกันการขาดทุนหากราคาเพิ่มขึ้นสูงกว่าที่คาดไว้

3.) ใช้ Fibonacci Retracement และ Extension Fibonacci เป็นเครื่องมือที่ช่วยคาดการณ์แนวโน้มราคาและจุดกลับตัว โดยใช้สัดส่วนเลข Fibonacci เช่น 23.6%, 38.2%, 50%, 61.8%, และ 100%

4.) ใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average – MA) โดยMA เป็นอินดิเคเตอร์ที่ช่วยระบุแนวโน้มและแนวรับแนวต้านที่เคลื่อนที่ เช่น หากราคามีแนวโน้มเป็นขาขึ้น การตั้ง TP ใกล้เส้น MA ที่สำคัญ เช่น EMA 50, EMA 100 หรือ EMA 200 เป็นต้น

5.) ใช้ Risk-Reward Ratio (RRR) คือ สัดส่วนเปรียบเทียบระหว่าง “ความเสี่ยง” (จำนวนเงินที่อาจสูญเสีย) เทียบกับ “ผลตอบแทน” (จำนวนเงินที่จะได้รับ) ว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงเข้าไปลงทุนในแต่ละครั้งหรือไม่

  • ตัวอย่างเช่น ต้องการลงทุน 1 หน่วย ที่ราคา 100 บาท วาง SL ที่ราคา 90 บาท และวางคำสั่ง TP ที่ 150 บาท แปลว่าเรารับการขาดทุนสูงสุด คือ 10 บาท และผลกำไรสูงสุดที่เป็นไปได้ คือ 50 บาท เท่ากับความเสี่ยงเทียบผลตอบแทนเป็น 10 ต่อ 50 หรือคิดเป็นอัตรา 1 ต่อ 5 เป็นต้น

ทั้งนี้ การตั้งค่า SL , TP ไม่ได้มีเกณฑ์กำหนดตายตัว ขึ้นอยู่กับการวางแผนการเทรดของนักลงทุนแต่ละคน เพราะความสามารถในการรับความเสี่ยง และความพึงพอใจของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน

ประโยชน์ของการตั้งค่าจุด Stop Loss และ Take Profit

  • ป้องกันการซื้อขายโดยใช้อารมณ์ หรือด่วนตัดสินใจ
  • เป็นเครื่องมือจัดการความเสี่ยง คือการตั้งค่า Stop Loss จะช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดทุนเกินกว่าที่รับได้ ป้องกันการโดนล้างพอร์ต หรือลดความเสี่ยงจากการสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมากนั่นเอง ส่วนการตั้งค่า Take Profit จะช่วยล็อกกำไร หรือเก็บกำไรขึ้นมาก่อน เพื่อป้องกันราคาไหลกลับสวนทางจนกำไรที่คาดว่าจะได้รับลดลง หรือกลับกลายเป็นขาดทุนแทน
  • ทั้ง SL และ TP มีประโยชน์มากกับทั้งนักลงทุนที่มีเวลาเฝ้าหรือไม่มีเวลาเฝ้าหน้าจอก็ตาม เพราะราคาอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนทำให้เราส่งคำสั่งไม่ทันแม้จะอยู่หน้าจอก็ตาม
  • สามารถวางแผนการเงินเพื่อใช้เทรดได้ดีขึ้น

ข้อเสียของ Stop Loss และ Take Profit

ในบางครั้งการเหวี่ยงของราคาอาจจะเกิดแค่ช่วงเวลาสั้นๆ และอาจปรับตัวขึ้นสูงกว่าเดิมหรือลดลงกว่าเดิมไปอีกหลายเท่า ดังนั้นข้อเสียของ SL และ TP คืออาจทำให้เสียโอกาสในการทำกำไรมากกว่าเดิม

ข้อควรระวัง

  • หากตั้ง TP ไว้ใกล้เกินไป อาจทำให้พลาดโอกาสในการทำกำไรสูงสุด แต่หากตั้งไกลเกินไป ราคาก็อาจไม่ถึง TP และเกิดการกลับตัวก่อน
  • ตั้ง TP เท่ากับ SL โดยมี Risk Reward Ratio (RRR) 1:1 ทำให้โอกาสขาดทุนและกำไรเท่ากัน ก็ไม่เกิดความได้เปรียบใด ดังนั้นต้องพิจารณาหา RRR ที่เหมาะสม ซึ่งแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ และรูปแบบการซื้อขายของนักลงทุน

บทสรุป

การเทรดควรตั้งเป้าหมายและกำหนด Stop Loss และ Take Profit ให้ชัดเจน เพื่อสร้างวินัยในการวางแผนการเทรดอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้อยู่รอดในตลาดได้ระยะยาว